<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่งแก้จุดอ่อน หนุนเสถียรภาพศก.ไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะนี้เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น รัฐบาลได้คลายล็อกบางส่วน ทำให้เศรษฐกิจเริ่มขยับฟื้นตัว แม้ว่าทุกอย่างเริ่มไปในทิศทางที่ดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าระยะเวลาร่วม 2 ปีที่เกิดการแพร่ระบาดได้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก การเดินทาง เศรษฐกิจหยุดชะงัก สำหรับประเทศไทยนั้นโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย การดำเนินชีวิต และภาคอุตสาหกรรมที่รายได้หดหาย บางรายถึงกับต้องเลิกรากิจการไป บางรายก็ถูๆ ไถๆ พอประคองธุรกิจให้อยู่ได้ไปวันๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ได้ประเมินว่า ขณะนี้ความน่ากังวลเรื่องการระบาดโควิด-19 จะเริ่มลดลง หลังทยอยเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้นในไตรมาส 4/2564 บนเงื่อนไขที่ว่าจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดในประเทศระลอกใหม่จนต้องกลับมาปิดพรมแดนและปิดเมืองอีกครั้ง แต่ขณะเดียวกันก็เกิดปัญหาต้นทุนค่าระวางสินค้าทางเรือแพง และคาดว่าจะส่งผลต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่จะลดความรุนแรงลงหลังจากที่หลายประเทศทยอยกลับมาเปิดกิจกรรมขนส่งทางเรือในระดับใกล้เคียงปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังมองว่า แม้หนี้สาธารณะของไทยจะเพิ่มขึ้นและส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะยาว แต่ต้นทุนการระดมทุนหรืออัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ หากในอนาคตเศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้เร็วขึ้นหนี้สาธารณะก็จะลดลงไปตามความจำเป็นในการก่อหนี้ที่น้อยลง และความสามารถในการชำระคืนหนี้ของภาครัฐที่ทยอยเพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้นการที่ภาครัฐเป็นหนี้เพิ่มจึงไม่น่ากังวล หากภาครัฐนำไปใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวเร็วและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้พร้อมแข่งขันในยุคหลังวิกฤตโควิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีแผนบริหารจัดการหนี้ให้ทยอยลดลงอย่างชัดเจนในระยะต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี ยังระบุว่า เมื่อมองในระยะยาวเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยยังมีอยู่หลายจุดที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไข เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาภาคบริการสูงเกินไป ซึ่งเป็นภาคที่จ้างแรงงานมากและมักผันผวนได้ง่ายเมื่อเกิดปัจจัยไม่คาดฝัน การผลิตเพื่อส่งออกของไทยยังอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัยค่อนข้างน้อย และยังสามารถคิดค้นเทคโนโลยีเองได้จำกัด ส่งผลให้สินค้าไทยกำลังทยอยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งหมายถึงรายได้จากการค้าต่างประเทศที่จะขยายตัวลดลงในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่ผ่านมา การท่องเที่ยวไทยยังสร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อยเพราะเน้นพึ่งพานักท่องเที่ยวเชิงปริมาณ แต่ไม่ใช่ในเชิงคุณภาพ ดังนั้นหลังยุคโควิด-19 ธุรกิจท่องเที่ยวต้องปรับตัวรองรับกับการเปลี่ยนแปลง รวมถึงในด้านแรงงานเองก็ต้องเร่งฝึกทักษะใหม่ๆ เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น โดยรวมแล้วแม้ไทยจะมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ดีในปัจจุบัน แต่หากไม่เร่งแก้ไขจุดอ่อนในด้านทักษะแรงงานและปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน ย่อมทำให้เศรษฐกิจไทยรองรับความผันผวนได้น้อยลง และยังลดทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว เช่นเดียวกับภาคเอกชน หากไม่เร่งเพิ่มความสามารถในแข่งขันก็อาจเผชิญกับข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้นจากวิถีการแข่งขันในอนาคตและกติกาในตลาดโลกยุคใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ดูผิวเผินเหมือนเศรษฐกิจได้จะเริ่มฟื้นตัว แต่ ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน กลับมองว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 ติดลบ 1% แนวโน้มเงินบาทจะยังคงอ่อนค่าลง อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดังนั้นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความกังวลก่อนที่จะผ่านปี 64 คือ ความกังวลต่อการกลายพันธุ์ของโรคโควิด-19 ที่รุนแรงกว่าสายพันธุ์เดลตา หนี้สะสมของภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือน และเสถียรภาพทางด้านการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องเน้นที่คุณภาพมากกว่าจำนวน จะเหมือนกับช่วงก่อนการระบาดโควิด-19 คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นจำนวนแรงงานภาคการท่องเที่ยวส่วนหนึ่งซึ่งเป็นแรงงานส่วนเกินจำเป็นต้องออกจากภาคการท่องเที่ยว และต้องได้รับการเพิ่มทักษะหรือปรับเปลี่ยนความถนัดเพื่อโยกย้ายไปสู่ภาคธุรกิจบริการและอุตสาหกรรมอื่นๆ และแรงงานอีกส่วนหนึ่งจะโยกย้ายกลับภูมิลำเนาเพื่อเข้าสู่ภาคเกษตรกรรม โดยต้องพัฒนาให้กลายเป็นเกษตรกรอัจฉริยะ (smart farmer) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญช่วย &amp;nbsp;ค้ายาดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119454</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย  ค้ายาดี, เร่งแก้จุดอ่อน หนุนเสถียรภาพศก.ไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115199</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อืด…หรือเกียร์ว่าง?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในแต่ละปีขยะที่เกิดขึ้นมีจำนวนมหาศาล โดยทั่วไปในสถานการณ์ปกติ ขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในประเทศไทยปีละกว่า 27.8 ล้านตัน จากการที่คนหนึ่งคนสร้างขยะวันละ 1.13 กิโลกรัม ในนั้นประมาณ 12-13% เป็นขยะพลาสติก ยกเว้นในเขตกรุงเทพมหานคร ที่มีปริมาณขยะพลาสติกประมาณ 20% หรือ 2,000 ตันต่อวัน จากปริมาณขยะรวมของกรุงเทพฯ 10,560 ตันต่อวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดมาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ หรือ Work from home จึงเกิดการสั่งสินค้าออนไลน์ รวมถึงการสั่งซื้ออาหารเดลิเวอรีเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นตาม โดยเฉพาะขยะพลาสติก ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติก กล่องพลาสติกใส่อาหาร กล่องพลาสติก/ซองพลาสติกแยกชนิดอาหาร ซองเครื่องปรุงรส แก้วพลาสติกใส่เครื่องดื่ม ตะเกียบไม้หรือพลาสติก ช้อนและส้อมพลาสติก กระดาษทิชชู และแต่ละประเภทก็มีซองพลาสติกใส่อีก เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นจึงต้องมีการกำจัดอย่างถูกวิธี &amp;nbsp; ซึ่งการนำขยะมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ถือว่าเป็นหนึ่งวิธีในการกำจัดและลดปัญหาขยะล้นเมือง ดังนั้น โรงไฟฟ้าขยะชุมชน จึงกลายเป็นทางเลือกที่ถูกนำมาใช้ และเป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาและจัดการปัญหาขยะทับถมกันไปไม่จบไม่สิ้น มีแต่เพิ่มพูนทุกวันจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การจัดการขยะในท้องถิ่นนั้น ถือว่าเป็นอำนาจของท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จึงได้มีการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนในท้องถิ่น &amp;nbsp; และเพื่อให้การจัดวางภารกิจหน้าที่ชัดเจนจริงจัง &amp;nbsp;มีการออก พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2560 และจัดตั้งคณะกรรมการกลางจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยขึ้น เพื่อคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีหน้าที่เร่งเดินหน้าโรงไฟฟ้าขยะชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อ 15 พฤษภาคม 2560 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้เห็นชอบรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ ฟีด-อิน-ทารีฟ (FiT) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ปั่นไฟไม่เกิน 50 เมกะวัตต์ ภายใต้โรดแมปการจัดการขยะมูลฝอย และของเสียอันตรายของกระทรวงมหาดไทย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเร่งเดินหน้าโครงการ และรัฐบาลเองก็ให้ความสำคัญกับแนวทางการกำจัดขยะ โดยเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติ กำหนดให้รับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 400 เมกะวัตต์ และเข้าไปอยู่ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2561-2580 หรือ AEDP 2018 อย่างเรียบร้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกระทรวงมหาดไทยกับท้องถิ่นเห็นๆ ปัญหาจากขยะอยู่ ก็เร่งพิจารณาเอกชนที่มีสิทธิ์ปั่นไฟฟ้าจากขยะชุมชนเข้าระบบ จนมีโครงการที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยภายใต้ &amp;ldquo;โครงการกำจัดขยะเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&amp;rdquo; รวม 23 โครงการ กำลังผลิตรวม 234.7 เมกะวัตต์ ซึ่งที่ผ่านมานั้นกระทรวงมหาดไทยได้ส่งเรื่องให้กระทรวงพลังงานพิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดูเหมือนทุกอย่างจะราบรื่น แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กลับเห็นว่าเรื่องยังคาอยู่ที่กระทรวงพลังงาน ไม่เดินหน้า กลับจะถอยหลังลงคลอง เพราะมีการปรับระเบียบกฎเกณฑ์ใหม่ในสาระสำคัญ เรียกว่ามาเริ่มต้นนับ 1 ใหม่อีกครั้ง ที่ทำเอา 23 โครงการที่ยื่นเรื่องของทำโรงไฟฟ้าขยะชุมชนฉงนใจ และพยายามหาคำตอบ ว่ากระทรวงพลังงานยุคนี้ ทำเสมือนว่าใส่เกียร์ว่างซะเฉยๆ ขณะที่โครงการไฟฟ้าขยะชุมชนนำร่อง (Quick Win Projects) 11 โครงการก็ยังเดินหน้ากันอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำราวกับว่า วาระแห่งชาติเรื่องการกำจัดขยะของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาขยะล้นเมือง จนสร้างมลพิษมหาศาล โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม.ที่ขยะกองท่วมหัว ช่วงโควิด 19 ระบาดมีขยะเพิ่มขึ้นจากฟู้ดเดลิเวอรี รวมถึงวัสดุหีบห่อต่างๆ รวมถึงยังมีขยะประเภทหน้ากาก ซึ่งไม่รู้ว่ามาจากผู้ติดเชื้อหรือไม่ปะปนเข้ามาในกองขยะชุมชนอีก เป็นเพียงแค่กระดาษแผ่นเดียว &amp;nbsp;โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนถึงได้อืดเป็นเรือเกลือ ราวกับใส่ &amp;ldquo;เกียร์ว่าง&amp;rdquo; กัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะถ้าโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเดินหน้าไปไม่ได้เพราะไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ทุกอย่างต้องหยุดรออย่างไร้วี่แวว อย่างโครงการที่หนองแขมและอ่อนนุช ซึ่งมีศักยภาพกำจัดขยะของประเทศได้ถึง 1,000 ตันต่อวันต่อโรง และปั่นไฟฟ้าป้อนระบบมากที่สุดกว่า 30 เมกะวัตต์ต่อแห่ง ได้ลงนามสัญญามาเกือบ 2 ปี และโครงการมีการจัดทำประมวลหลักการปฏิบัติ (CoP) เพื่อดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม และรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้เสีย ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่เสร็จสิ้นเกือบ 6 เดือน แต่ยังไม่สามารถลงทุนก่อสร้างโครงการได้ตามแผน เนื่องจากยังไม่ได้รับสิทธิจำหน่ายไฟฟ้าจากกระทรวงพลังงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น เมื่อเดินหน้าโครงการไม่ได้ ประโยชน์ที่ควรเกิดก็เลยไม่เกิด ทั้งการจ้างงาน การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แถมความเสียหายก็เพิ่มขึ้นๆ จนเอกชนต้องมีหนังสือสอบถามไปยัง รมว.กระทรวงพลังงาน เพื่อให้เร่งรัด แต่เรื่องยังเงียบฉี่ไร้วี่แวว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญช่วย &amp;nbsp;ค้ายาดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115199</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย  ค้ายาดี, อืด…หรือเกียร์ว่าง?</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90138</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>SMEต้องดิสรัปชัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาวะเศรษฐกิจโลกและภาวะเศรษฐกิจไทยเกิดการชะลอตัวของอุปสงค์และอุปทานในหลายอุตสาหกรรม ตลอดจนส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังการผลิตและการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไทย ดังนั้นสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ในฐานะหน่วยงานที่วิเคราะห์ภาพรวมและกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย จึงได้ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมรวมทั้งแนวทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมไทยในปี 2564 ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์และได้รับผลกระทบ แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์และมีการผลิตขยายตัวอย่างต่อเนื่องแม้มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมีการผลิตเพิ่มขึ้น 1-4% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากความจำเป็นในการอุปโภคและบริโภค และความกังวลของระยะเวลาการระบาด ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร เช่น เนื้อไก่แช่แข็งและแช่เย็น ผัก-ผลไม้แช่แข็ง ผลไม้และผักบรรจุกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์นม เป็นต้น อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ได้แก่ ตู้เย็น ไมโครเวฟ สำหรับอุตสาหกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ วงจรรวมและฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ที่มีปัจจัยบวกจากการเวิร์กฟรอมโฮม ซึ่งนำไปใช้ในการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ ส่วนอุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรค และอุตสาหกรรมถุงมือยาง คาดว่าจะมีการผลิตเพิ่มขึ้น 5-10% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากยังคงมีความต้องการใช้ทางการแพทย์และในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นทั้งภายในประเทศและการส่งออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบไม่มากนัก และมีการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยการผลิตขยายตัวเล็กน้อยประมาณ 0.5-1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ได้แก่ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า ที่มีการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้างจากโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ อุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง เป็นต้น ส่วนอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีการผลิตขยายตัว 0.5-3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ได้แก่ อุตสาหกรรมแฟชั่น (สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ และเครื่องหนัง) เริ่มกลับมาฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และกลุ่มน้ำมันเตาจะมีการขยายตัวจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มฟื้นตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากได้รับผลกระทบมากจากการแพร่ระบาดในรอบแรก แต่มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และ 3.อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก โดยคาดว่าการผลิตจะหดตัวร้อยละ 10.0-15.0 เมื่อเทียบกับปีก่อน ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตน้ำมันเครื่องบินยังคงมีข้อจำกัดจากการเดินทางทางอากาศ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม จากเพื่อให้เศรษฐกิจและผู้ประกอการสามารถที่จะเดินหน้าธุรกิจไปได้อย่าต่อเนื่อง กระทรวงอุตสาหกรรมได้พยายามที่จะหามาตรการมาช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี ซึ่งถือว่าเป็นเศรษฐกิจฐานรากของระบบเศรษฐกิจไทย ให้อยู่รอดและสามารถเดินหน้าธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะที่กำกับดูแลผู้ประกอบการ จึงให้ความสำคัญกับการดูแลเอสเอ็มอีอย่างมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เตรียมออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กให้ก้าวผ่านวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ได้ด้วยดี โดยคาดว่าสัปดาห์นี้ ธพว.เริ่มดำเนินการให้ความช่วยเหลือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับ สุชาดา แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า ที่ผ่านมานั้นมีซึ่งผู้ประกอบการบางส่วนมีการเตรียมความพร้อม วางแผนทางการเงินและการผลิตไว้บ้างแล้ว แต่ในระยะยาวควรตระหนักและให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ห่วงโซ่การผลิตสิ่งแวดล้อม และแรงงาน รวมถึงพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค เพื่อพัฒนาสินค้าเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลง ความอ่อนไหวในทุกสถานการณ์เพื่อให้สามารถรักษาฐานการผลิตได้ ขณะเดียวกันภาครัฐอาจพิจารณานำมาตรการบรรเทาผลกระทบและฟื้นฟูที่เคยใช้ในการแพร่ระบาดรอบแรกกลับมาใช้ ซึ่งทางกระทรวงจะดำเนินการตามมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอย่างทันท่วงที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในยุคของการแปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และปัจจัยลบที่มีมาก ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอเพื่อปรับตัวเองสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว หรือดิสรัปชัน (Disruption) หากไม่สามารถทำได้ก็คงต้องล้มหายตายจากกันไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญช่วย &amp;nbsp;ค้ายาดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90138</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย  ค้ายาดี, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สามัญสำนึกต่อส่วนรวม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่ผ่านมานั้น ได้ส่งผลกระทบไปยังทั่วโลก ทำให้ระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศดิ่งลงเหวกันอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทย หลังจากที่มีการประกาศล็อกดาวน์ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจของประเทศที่ย่ำแย่อยู่แล้วกลับแย่ลงมาอีก โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2/63 ที่จีดีพีติดลบถึง 12.2% ซึ่งแม้ว่าจะยังไม่ถึงจุดต่ำสุดแบบในประวัติศาสตร์เนื่องจากยังติดลบน้อยกว่าช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ที่จีดีพีรายไตรมาสติดลบถึง 12.5%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปี 2563 นี้ จีดีพีไทยหดตัวติดลบ 9.7% โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ คาดว่าตั้งแต่ไตรมาส 3-4 ของปีนี้ ภาวะเศรษฐกิจไทยคงจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้จากความหวังของวัคซีนที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า การผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ การเบิกจ่ายของภาครัฐ และการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก จึงประมาณการตัวเลขจีดีพีทั้งปี 2563 จะติดลบในช่วงระหว่าง 7.8-7.3% และให้ค่ากลางติดลบอยู่ที่ 7.5%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ออกมาสารพัดในช่วงที่ผ่านมานั้น ก็ทำให้เศรษฐกิจของไทยเริ่มที่จะขยับตัวดีขึ้น จนกระทั่งในไตรมาส 3/65 นั้น จีดีพีของไทยหดตัว ติดลบ 6.4% ถือว่าปรับตัวลดลงน้อยกว่าที่คาดการณ์มาก และปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ซึ่งจีดีพีติดลบ 12.1% โดยมีปัจจัยหนุนมาจากมาตรการคลายล็อกดาวน์ ที่ส่งผลให้กิจกรรมกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐขยายตัวในอัตราที่เร่งขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกไตรมาส 3 ฟื้นตัวขึ้นหลังจากติดลบต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไตรมาส 2/63
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ทาง สศช.จึงได้ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2563 ดีขึ้นเป็นติดลบ 6% จากเดิมที่คาดไว้ในช่วงเดือนสิงหาคมว่าจะติดลบ 7.5% และเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเป็นบวกได้ในปี 64 ที่ 3.5-4.5% จากปัจจัยการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ในประเทศ เศรษฐกิจไทยได้รับแรงกระตุ้นจากมาตรการภาครัฐ การเปิดสเปเซียลทัวร์ริสต์วีซ่า และการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย ขณะที่การเบิกจ่ายเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท คาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่า 70% ของเงินกู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นการวิเคราะห์พิจารณาของ สศช.แล็วก็ชื่นใจว่าปีนี้รอดแน่แล้ว &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ก็ดีใจได้ไม่นานสักเท่าไหรก็เริ่มที่จะเกิดการวิตกกันขึ้นอีก หลังจากที่พบว่ามีสาวไทยที่ข้ามกลับมาประเทศด้วยวิธีการลักลอบ ได้นำเข้าโควิด-19 เข้ามาด้วย แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่ยังสามารถที่จะควบคุมได้ทันท่วงนี้ แต่ก็นั่นอีกดีใจได้ไม่ถึงวันข่าวร้ายๆ ก็กระหน่ำมาอย่างคาดไม่ถึง ว่าสมุทรสาครที่แพกุ้งศูนย์กลางซื้อขายอาหารทะเลมีแม่ค้าติดโควิด-19 และเพียงชั่วข้ามคืนกลับเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 500 คน และล่าสุดแตะ 600 คนไปแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระเจ้าช่วยกลัวทอด ข่าวนี้กลับมาสร้างความกังวลให้กับคนไทยอีกครั้ง แม่ว่าจะมีนักวิชาการ นักธุรกิจหลายคนที่ยังมั่นใจว่าจะไม่กระทบการลงทุน หากกระทบก็เพียงเล็กน้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ต้องยอมรับนะว่าเล็กน้อยก็คือกระทบ ซึ่งธนวรรธน์ พลวิชัย ที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ได้ประเมินว่า โควิด-19 ที่ยืดเยื้อทำให้เศรษฐกิจชะลอความเปราะบางทางการเมือง ทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุนลดลง เงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง ภัยแล้ง และสงครามการค้าสหรัฐกับจีนยังเสี่ยง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับ เกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า การระบาดรอบนี้จะส่งผลให้เศรษฐกิจใน จ.สมุทรสาคร หยุดชะงักชั่วคราว แต่ถ้าในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ หรือเกิดการแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้น อาจส่งผลให้เศรษฐกิจภาพรวมของจังหวัด และการจ้างงานสะดุดได้ ดังนั้น ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดูแลเรื่องการคัดกรองให้ครอบคลุมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องการลักลอบเข้ามาของชาวต่างชาติ และแรงงานไทยในต่างแดนอย่างเข้มงวด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่สำคัญนั้นคือทุกคนในประเทศต้องร่วมมือร่วมใจกันป้องกันการระบาดในครั้งนี้ ทุกคนต้องมีวินัย และสามัญสำนึกถึงส่วนร่วมที่จะช่วยกันป้องกันมากกว่าการเห็นแต่ประโยชน์แต่ของตัวเอง โดยไม่คำนึกถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับส่วนรวมและประเทศ อย่างเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ เชียงราย และสมุทรสาคร &amp;nbsp; ในครั้งนี้ เพราะความไร้วินัยและสามัญสำนึกของคนเพียงแค่ไม่กี่คน ก็ทำให้ประเทศที่กำลังฟื้นตัวกลับต้องหยุดชะงักการเติบโตอีกครั้ง หรืออาจจะขั้นทรุดฮวบชนิดว่าโงหัวไม่ขึ้นเลยก็ว่าได้ แล้วอย่างนี้จะโทษใคร โทษนายกรัฐมนตรี หรือแก้รัฐธรรมนูญกันอีกหรือเปล่า.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญช่วย &amp;nbsp;ค้ายาดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87473</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย  ค้ายาดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80190</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสริมพลังฐานรากช่วยฝ่าวิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไปทั่วโลก จนทำให้ประเทศไทยต้องประกาศล็อกดาวน์ประเทศ ส่งผล &amp;nbsp;เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ถือว่าประเทศไทยเราชนะ ที่ควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ แต่ภาพรวมแพ้เพราะเศรษฐกิจดิ่งลึกมาก กระทบต่อเศรษฐกิจมาก ไตรมาส 2 หดตัวถึง 12.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และทั้งปีคาดว่าจะติดลบ 8-10% จากฐานจีดีพีประเทศไทยปีที่แล้ว 17 ล้านล้านบาท เท่ากับจีดีพีของไทยหายไปถึง 1.5-1.7 ล้านล้านบาท เท่ากับว่าความมั่งคั่งของชาติถอยหลังไปนับสิบปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การล็อกดาวน์ทำให้มีคนตกงานจำนวนมาก เหมือนตึกเริ่มพังจากฐาน คนข้างบนยังไม่รู้สึกอย่างข้าราชการที่มีเงินเดือนประจำ จะรู้สึกได้เมื่อตึกทั้งตึกถล่มพังลง ซึ่งที่ผ่านมานั้นรัฐบาลพยายามหามาตรการต่างๆ เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ และประคับประครองให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะกลับมายืนที่ฐานเดิมได้ ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานคณะอนุกรรมการ วิเคราะห์และเสนอแนะมาตรการบริหารเศรษฐกิจในระยะปานกลางและระยะยาว และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการบริหารเศรษฐกิจ ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการบริหารเศรษฐกิจภายใต้ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ระบุว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญๆ หลายตัวหยุดชะงักเกือบหมด ที่เหลืออยู่ตัวเดียว คือ &amp;ldquo;การลงทุนภาครัฐ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ฉะนั้นเราจะให้เครื่องยนต์ตัวนี้หยุดไม่ได้ ดังนั้นทาง ศบศ.จึงมีการเสนอให้อนุมัติโครงการลงทุนเร่งด่วนหลายโครงการ รวมแล้วประมาณ 20-30 โครงการ ซึ่งมีทั้งโครงการเดิมที่มีอยู่แล้ว &amp;nbsp;และโครงการใหม่ๆ โดยเฉพาะ โครงการรถไฟรางคู่สายอีสาน จากเดิมที่จะสร้างถึงขอนแก่น แต่ได้มองเห็นถึงความสำคัญมากกว่าจะต้องเร่งก่อสร้างไปให้ถึงหนองคายโดยเร็ว เพื่อเชื่อมต่อกับรถไฟของจีนที่ก่อสร้างมาถึง สปป.ลาวแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยที่สำคัญอย่างการส่งออกและท่องเที่ยว ในด้านการส่งออกไม่ต้องพูดถึง ปัจจุบันเศรษฐกิจทั่วโลกยังคงย่ำแย่เหมือนกัน เพราะผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ด้านการท่องเที่ยวที่เคยทำรายได้ให้ประเทศปีละ 3 ล้านล้านบาท โดย 2 ล้านล้านบาท มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และอีก 1 ล้านล้านบาทมาจากในประเทศ แต่เมื่อเกิดไวรัสโควิด-19 ต้องล็อกดาวน์การท่องเที่ยวหายหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ที่ผ่านมานั้นรัฐบาลพยายามที่จะอัดมาตรการต่างๆ เพื่อจูงใจให้เกิดการท่องเที่ยวในประเทศ แม้จะมีการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังได้เพียงแค่ขยับตัว ดังนั้นสิ่งสำคัณในขณะนี้ที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการนั้น คือการเร่งแก้ไขเศรษฐกิจฐานราก ล่าสุดได้ออกมาตรการ &amp;quot;โครงการคนละครึ่ง&amp;quot; มาตรการระยะสั้น 3 เดือน ใช้เงิน 3 หมื่นล้าน ให้คน 10 ล้านคน โดยรัฐบาลช่วยจ่ายวันละ 150 บาท เพื่อนำไปซื้อสินค้ากับหาบเร่ แผงลอย เพื่อให้มีเงินหมุนกระตุ้นการบริโภคในประเทศ โดยเฉพาะฐานราก ซึ่งหากกลุ่มนี้รอด เอสเอ็มอีที่อยู่ชั้นเหนือขึ้นไปจะได้รอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีโครงการ &amp;quot;ช้อปดีมีคืน&amp;quot; เพื่อกระตุ้นการบริโภค โดยสามารถลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับโครงการช้อปช่วยชาติที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ในช่วงปลายปี 2558-2561 ซึ่งได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี โดยมาตรการช้อปช่วยชาตินอกจากนี้ที่ต้องเร่งรีบอีกเรื่องคือการแก้ไขปัญหาการว่างงานจากภาคบริการและการจ้างงาน โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ 4 แสนคน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ได้ย้ำว่าเศรษฐกิจปัจจุบันถูกกระทบหนักมาก โดยผลกระทบกลุ่มคนส่วนบนยังไม่รู้สึก เพราะมีเงินเดือนประจำเท่าเดิม เช่นข้าราชการ แต่ผลกระทบกับไปเกิดขึ้นที่ข้างล่าง มีการเลิกจ้าง การปลดคนและปิดกิจการ และการล็อกดาวน์มีผู้ตกงานจำนวนมากเหมือนตึกทยอยพังจากฐาน คนข้างบนจะรู้สึกได้เมื่อตึกถล่มไปแล้วทั้งตึก คือถล่มจากข้างล่างขึ้นมาจนพังไปทั้งตึก การที่ภาครัฐพยายามกระตุ้นการบริโภคในประเทศให้กลับขึ้นมานั้นถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้าจะให้เห็นผลดีที่สุดต้องค่อยๆ เปิดประเทศ ซึ่งต้องยึดหลักทยอยเปิดประเทศ โดยใช้แง่หลัก &amp;quot;ทางสายกลาง&amp;quot; เพราะเศรษฐกิจเราพึ่งพาเรื่องการท่องเที่ยวมาก และต้องเร็วทันช่วงไฮซีซั่นที่กำลังจะมาถึง เพราะการฟื้นตัวดีที่สุดคือวีเชป แต่ถ้าไม่ทำอาจจะกลายเป็น L ไปเรื่อง ยิ่งหางยาวยิ่งน่ากลัวมากเท่านั้น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;บุญช่วย &amp;nbsp;ค้ายาดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80190</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย  ค้ายาดี, ไพรินทร์ ชูโชติถาวร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78279</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากวิกฤติโควิด-19 จนต้องมีการล็อกดาวน์ประเทศ ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหาร แต่สิ่งที่ตามมาคือ เกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติดกรรมผู้บริโภคทั่วโลกที่มีแนวโน้มซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (E-Commerce) ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาเซียน มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 26% ต่อปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่งผลให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจึงกลายเป็นเมกะเทรนด์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ประกอบกับการเกิดขึ้นของวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ หรือนิวนอร์มอล (New Normal) ที่เกิดขึ้นภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังเป็นปัจจัยกระตุ้นการใช้บริการทางด้านอีคอมเมิร์ซ และธุรกิจอาหารเดลิเวอรี (Food Delivery) เข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตประจำวันของเรารวดเร็วยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น บรรจุภัณฑ์อาหารในยุคนิวนอร์มอลจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงภาชนะบรรจุและห่อหุ้มอาหารไม่ให้ปนเปื้อนสิ่งสกปรกจากภายนอกเพียงเท่านั้น แต่ต้องสามารถรักษาคุณภาพของอาหารไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต่างแข่งขันกันคิดค้นพัฒนาและนำนวัตกรรมมาใช้ในบรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์นั้นอยู่เสมอ และนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเพิ่มสมบัติพิเศษ และลูกเล่นต่างๆ &amp;nbsp;เพื่อทำให้กรอบของการออกแบบบรรจุภัณฑ์ยุคนิวนอร์มอล ถูกขยายออกไปให้กว้างยิ่งกว่าเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งในเรื่องนี้เอกา โกลบอล หนึ่งในผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร ได้มองเทรนด์ของผู้บริโภคปัจจุบัน ให้ความสำคัญ ใส่ใจและเน้นเรื่องความปลอดภัยของอาหารมากขึ้น จึงคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเช่นกัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด หันมาพัฒนานวัตกรรมบรรจุแบบดัดแปรบรรยากาศ Modified Atmosphere Packaging Process หรือ MAP ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีการถนอมอาหาร เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาอาหารสด หรืออาหารที่แปรรูปขั้นต่ำ เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการผลิตอาหาร เพื่อชะลอการเน่าเสีย ด้วยการลดปริมาณออกซิเจนลง และเติม CO2, N2 เข้าไปแทนที่อากาศ มาใช้กับบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร ทำให้สามารถควบคุมและคงสภาวะแวดล้อมภายในห่อ อาหารคงความสดและคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้ตลอดเส้นทางการขนส่ง และมีอายุอยู่บนชั้นวางได้นานที่สุด นำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น และยังสามารถลดต้นทุน รวมถึงโอกาสในการขยายตลาดออกสู่ต่างจังหวัดและต่างประเทศได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ถือว่านวัตกรรมบรรจุแบบ MAP เป็นทางเลือกที่เหนือยิ่งกว่าและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจอย่างไร้ข้อจำกัดสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยยุคนิวนอร์มอล ที่มีการแข่งขันสูง ช่วยปิดช่องโหว่ทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขายสินค้าไม่ทัน สินค้าเน่าเสียต้องทิ้ง สินค้าอายุจัดเก็บสั้น ทำให้กระจายสินค้าได้เฉพาะพื้นที่ใกล้เคียง ฯลฯ นวัตกรรมบรรจุแบบ MAP เหมาะสำหรับกลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน เบเกอรี่ เค้ก คุกกี้ ขนมหวาน ผลไม้แห้ง อาหารแปรรูปและปรุงสำเร็จ ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ที่มีคุณภาพ แต่สิ่งหนึ่งต้องยอมรับกันว่า ยิ่งการเติบโตขอธุรกิจส่งอาหารที่ขยายตัวอย่างมากเท่าไหร่ ปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ก็จะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของการบริโภค จะเห็นได้จากในช่วงที่มีการล็อกดาวน์เพื่อป้องกันการระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;ขยะบรรจุภัณฑ์มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นขยะบรรจุภัณฑ์จากอาหารและเครื่องดื่ม และส่วนใหญ่เป็นบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ยังไม่มีการคัดแยกและกำจัดอย่างเหมาะสม ทำลายสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในทางกลับกันนั้นศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้ว่าในปี 2563 ธุรกิจจะต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับลดต้นทุนบางส่วนลง ด้วยการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์แบบดั้งเดิมที่มีราคาต่ำกว่าในระยะนี้ แต่มูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมน่าจะยังเติบโตเฉลี่ย 25% จากปีก่อนหน้า คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,100-2,400 ล้านบาท ซึ่งชะลอลงจากปีก่อนหน้าที่เติบโตเกือบเท่าตัว แต่ก็ยังทำให้ส่วนแบ่งตลาดในปี 2563 จะเพิ่มขึ้น จากประมาณ 1% ไปอยู่ที่ 2% ของมูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มรวม และมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น จากนี้ไปไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวทั้งด้านการผลิตและการจูงใจผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการสร้างการจัดการขยะหลังการบริโภคทั้งระบบ ซึ่งจะทำให้บรรจุภัณฑ์ดีต่อสุขภาพแล้ว ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;บุญช่วย &amp;nbsp;ค้ายาดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78279</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย  ค้ายาดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70597</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิวนอร์มอลดูแลสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้น ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์หลายมิติ มีหลายสิ่งเกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป หรือนิวนอร์มอล (New Normal) เช่น มนุษย์เงินเดือนในหลายองค์กรต้องทำงานที่บ้าน (Work From Home) ได้เรียนรู้และสัมผัสกับการทำงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบและเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ อย่างเช่น &amp;nbsp;ห้างร้าน สถานประกอบการหลายประเภทต่างปิดให้บริการอย่างไม่มีกำหนด ทำให้สูญเสียรายได้ จึงต้องหันมาศึกษา เรียนรู้ และพัฒนา หาวิธีการขายสินค้าบนช่องทางออนไลน์ และผันตัวเองมาเป็นร้านค้าออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ต้องยอมรับว่าหลังจากนี้ไปทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนต้องปรับตัวเองให้รองรับกับการเปลี่นแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมเองก็ต้องเร่งปรับตัวเองเพื่อรองรับชีวิตวิถีใหม่ที่จะมีเรื่องดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐและเอกชนยังเป็นปัจจัยสำคัญ โดยในช่วงแรกภาครัฐอาจทุ่มไปกับการเยียวยาประชาชนเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย น่าจะถึงเวลาที่ภาครัฐและเอกชนควรให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทยจากภายในอย่างแท้จริง เพื่อเตรียมความพร้อมหากต้องเผชิญกับวิกฤติที่อาจมีขึ้นในอนาคตได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การลงทุนนั้นต้องสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ ซึ่ง สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้นำนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และ อุตสาหกรรม 4.0&amp;rdquo; มาพัฒนาต่อยอดการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ โดยการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงในภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างให้เกิดความร่วมมือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน สร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกัน และสร้างความสมดุลระหว่างปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังนั้นจึงได้จัดทำหลักเกณฑ์นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ หรือ Smart Eco เพื่อยกระดับนิคมอุตสาหกรรม ท่าเรืออุตสาหกรรม และโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมของ กนอ. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ ในการตรวจติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม การปล่อยมลพิษ การกำกับดูแลและบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การจัดการด้านความปลอดภัย รวมทั้งจัดการระบบขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ ระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยอัจฉริยะ เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการปล่อยมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีระบบการจัดการน้ำอัจฉริยะ ที่มุ่งไปที่การจัดการน้ำและน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ, ระบบการจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ, ระบบการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วอัจฉริยะ เพื่อกำกับดูแลและบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วอย่างมีประสิทธิภาพ, ระบบป้องกันด้านความปลอดภัยอัจฉริยะ เพื่อการจัดการด้านความปลอดภัยที่อาจส่งผลกระทบต่อพนักงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังต้องมีระบบขนส่งอัจฉริยะ เพื่อการจัดการระบบขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ, ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอัจฉริยะ เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาคารอัจฉริยะ เพื่อการปรับปรุงและออกแบบอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม จากบทวิจัยของฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มองว่าวิกฤติครั้งนี้เป็นโอกาสลงทุนในสาขาที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต อาทิ กลุ่ม &amp;nbsp;อาหาร ซึ่งเป็นสาขาพื้นฐานที่ไทยมีความพร้อมและเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย วิกฤติโควิด-19 ชี้ให้เห็นความสำคัญ ดังนั้นการทำให้ &amp;ldquo;ครัวไทยเป็นครัวโลก&amp;rdquo; เป็นเรื่องที่ไม่ยาก &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มการแพทย์ สาธารณสุข และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โควิด-19 ทำให้ทั่วโลกใส่ใจกับคุณภาพของบริการสาธารณสุขและการแพทย์มากขึ้น ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านการให้บริการด้านการแพทย์อยู่แล้ว จึงควรใช้จังหวะนี้เร่งลงทุนการแพทย์แบบครบวงจร ทั้งการผลิตบุคลากรและการพัฒนาเครื่องมือให้ทันสมัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งถือว่าเป็นวิกฤติในโอกาสที่จะดึงนักลงทุนกลุ่มนี้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญช่วย &amp;nbsp;ค้ายาดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70597</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย  ค้ายาดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
